อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท : ความลงตัวของธรรมชาติที่มีประวัติศาสตร์
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นทั้งอุทยานประวัติศาสตร์
และอุทยานป่าไม้อยู่ด้วยกัน โดยค่าเข้าชมจะอยู่ที่คนละ 20 บาท
ในอุทยานแห่งนี้จะมีจุดสำหรับเยี่ยมชมหลายจุด
โดยจะมีป้ายบอกทาง และระยะทางของสถานที่ไว้ การเดินเท้าเข้าไปเยี่ยมชมแม้ฝุ่นจากดินจะเยอะ
และแดดค่อนข้างร้อนก็ตาม แต่ทางเดินก็สะดวก เพราะมีการทำทางเดินให้อย่างชัดเจน
ซึ่งสถานที่แรกที่เราไปเยี่ยมชมห่างจากจุดจำหน่ายตั๋วหลายร้อยเมตรทีเดียว
เดินเข้าไปจนแอบท้อ เพราะร่มเงาของต้นไม้ไม่มีให้ช่วยลดทอนความแรงของแดดเลย
| คอกม้าน้อย |
จุดแรกที่เรามาถึงคือ
คอกม้าน้อย เป็นหินที่มีการดัดแปลงด้านล่างทำให้ดูเหมือนเป็นโซฟาสำหรับนั่งพักเวลานำม้ามาลี้ยง
และไม่ไกลกันจะเป็นคอกม้าท้าวบารส จะเห็นได้ว่ามีการดัดแปลงให้พื้นเรียบอย่างชัดเจน
หากได้เห็นกับตาของคุณเอง จะรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของคนสมัยก่อน
เพราะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่ และเครื่องมือในสมัยนั้นการจะทำให้หินเรียบได้คงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานาน
| ถ้ำวัว - ถ้ำคน |
ที่ต่อมาที่เราเดินเท้าไปไม่ถึงร้อยเมตร
คือ ถ้ำวัว - ถ้ำคน เป็นเผิงหินที่เขียนรูปสัตว์สี่เท้า มีเขาที่คล้ายวัวเอาไว้
ส่วนอีกด้านจะเป็นการรูปเขียนของคนที่ยืนเรียงกัน 7 คน
ซึ่งภาพก็เลือนรางตามกาลเวลา ทำให้มองไม่เห็นคนที่ 7 ชัดนัก และที่น่าสนใจคือมีคนที่ทรงผมต่างจากคนอื่น
โดยจะมีลักษณะเหมือนผู้หญิงผมสั้น ต่างจากคนอื่นในผนังที่ดูเหมือนไม่มีผม
และด้านข้างในใกล้กันจะมีการเขียนรูปคน และรูปร่างเรขาคณิตโดยจะใช้สีขาวในการเขียน
ที่ต่อไปที่เราจะไปถือเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่เลยก็ว่าได้
แต่ต้องเดินไกลกันสักหน่อย ประมาณ 500 เมตร ซึ่งภูเขาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูเขาหินทราย
ทำให้ทางที่เราเดินไปต้องเดินบนหิน ถ้าเดินเพลินเกินไปอาจจะทำให้สะดุด หรือลื่นล้มได้
การเดินไปหาจุดไฮไลท์ทำให้รู้สึกไกลมาก แต่พอเห็นจุดหมายอยู่ไม่ไกลก็มีแรงที่จะไปต่อ
| หอนางอุสา |
เมื่อเดินมาถึงหอนางอุสา เราก็หาร่มพักเหนื่อยพอกับชมความมหัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างนี้
ซึ่งหอนางอุสาหรือจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เห็นชัดเจนว่าดัดแปลงมาจากของเดิมที่เป็นหินธรรมดา
มีการเจาะช่องที่ดูคล้ายหน้าต่าง และเมื่อเดินไปมองใกล้ ๆ
จะเห็นว่ารอบข้างหน้าต่างจะเป็นการนำหินชิ้นเล็ก ๆ มาวางซ้อนกันเพื่อเป็นผนัง และจะขอเล่าเรื่องเกี่ยวที่แห่งนี้แบบย่อ
ๆ โดยตำนานของนางอุสาจะเกี่ยวข้องกับความรัก
ซึ่งหอแห่งนี้ตามเรื่องเล่าจะเป็นที่อยู่ของนางอุสา ลูกบุญธรรมของกษัตริย์ที่ครองเมือง
ต่อมาท้าวบารสได้ผ่านมาพบนางอุสา ทั้งสองได้ตกหลุมรักกัน แต่ว่าที่พ่อตาไม่ยอมยกลูกสาวให้ง่าย
ๆ จึงมีการท้าแข่งกันสร้างวัดให้เสร็จก่อนเช้า ถ้าเห็นดาวประกายพรึกให้หยุดสร้างทันที
และบทลงโทษของผู้แพ้คือความตาย ด้วยรู้ตัวว่าตนจะไม่ชนะ
เพราะท้าวบารสมาจากต่างเมือง คนที่ใช้ในการก่อสร้างเสียเปรียบเจ้าบ้าน
เลยได้ใช้วิธีโกง โดยแขวนตะเกียงไว้ ทางว่าที่พ่อตาคิดว่าดาวประกายพรึกขึ้นแล้วจึงหยุดสร้างไป
ส่วนฝั่งลูกเขยจึงเร่งสร้างต่อจนเสร็จ
ทำให้กษัตริย์เจ้าเมืองต้องพ่ายแพ้และถูกลงโทษ
ส่วนนางอุสาก็ไปอยู่เมืองของท้าวบารส แต่โศกนาฏกรรมนี้ยังไม่จบ เพราะท้าวบารสมีภรรยาอยู่แล้ว
เมื่อท้าวบารสต้องไปออกรบเป็นเวลานาน ภรรยาคนแรกของท้าวบารสที่อิจฉานางอุสาจึงได้โอกาสแก้แค้น
ทำให้นางต้องกลับมาตรอมใจตายที่หอนางอุสาแห่งนี้ และเมื่อท้าวบารสกลับมาก็ได้ออกตามหานาง
แล้วตรอมใจตายตามกัน แม้ตำนานจะชวนสงสัยอยู่บ้าง แต่การได้ฟังขณะที่อยู่ในสถานที่จริงก็เป็นการเพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวไม่น้อย
แต่ในความจริงหอนางอุสาถูกสันนิษฐานว่าเป็นที่ประกอบพิธีกรรมของพุทธศาสนา
เพราะบริเวณโดยรอบจะมีใบเสมารายล้อม ซึ่งในสมัยทวารวดีถือเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ในทางศาสนา
| พระสมัยทวารวดี |
| พระสมัยล้านช้าง |
ด้านหลังหอนางอุสาเพียง 100 เมตร
ก็จะเป็นจุดที่มีสถานที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นถ้ำช้าง หีบศพพ่อตา
หีบศพนางอุสา หีบศพท้าวบารส เป็นต้น และยังได้เห็นการสร้างพุทธรูปสมัยทวารวดี และล้านช้างอีกด้วย
เป็นอีกหลักฐานที่ทำให้เรารู้ว่าที่แห่งนี้มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ล้านช้างและเขมร
| วัดลูกเขย |
วัดลูกเขยแห่งนี้
หรือก็คือวัดที่ลูกเขยสร้างแข่งพ่อตาตามตำนานนั้นเอง ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่เราแวะเยี่ยมชมก่อนจะกลับ
โดยจุดเยี่ยมชมในอุทยานประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเท่านี้
แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่เราไม่ได้ไปเพราะเวลามีจำกัด หากท่านใดได้ไปเยี่ยมชมควรจะเดินชมให้ครบ
เพราะในแต่ละที่ก็จะมีเอกลักษณ์ความงามแตกต่างกันไป ข้อแนะนำในการเดินชมคือห้ามแตะต้องสิ่งที่มีป้ายเตือน
เพื่อช่วยรักษามรดกนี้ไว้ และควรไปเดินในตอนเช้า หรือช่วงที่อากาศเย็น
จะได้ไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก เป็นสถานที่ที่หากมีโอกาสควรแวะไปสักครั้ง
เพราะจะได้ทั้งเดินชมธรรมชาติ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปด้วย
ซึ่งหาได้ยากในอุทยานแห่งชาติทั่วไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น